ทำความเข้าใจช่วงสภาวะตลาดคึกคัก | บทเรียนการเทรดออนไลน์ฟรี ภาวะมองในแง่ดีเกินจริง (Euphoria) และความมั่นใจมากเกินไป (Overconfidence) ที่นำไปสู่การก่อตัวของฟองสบู่ในตลาด - จิตวิทยาการเทรดในช่วงตลาดผันผวนรุนแรง
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

ภาวะมองในแง่ดีเกินจริง (Euphoria) และความมั่นใจมากเกินไป (Overconfidence) ที่นำไปสู่การก่อตัวของฟองสบู่ในตลาด

เมื่อเทรดเดอร์มีประสบการณ์ในตลาดการเงินมากขึ้น ความมั่นใจก็มักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แม้ความมั่นใจจะเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จ แต่การเทรดด้วยความมั่นใจมากเกินไปและการเทรดเชิงรุกย่อมมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว

ในบทนี้ เราจะอธิบายว่าความมั่นใจมากเกินไปและภาวะมองในแง่ดีเกินจริงของเทรดเดอร์ส่งผลต่อตลาดอย่างไร พร้อมศึกษาตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตจากตลาดหุ้น

ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงส่งผลต่อการเทรดอย่างไร

ในตลาดหุ้นหรือ Forex ภาวะมองในแง่ดีเกินจริง (Euphoria) หมายถึงภาวะทางจิตใจที่ความมั่นใจเพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นการมองตลาดในแง่ดีอย่างสุดโต่งและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เทรดเดอร์เชื่อว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เกิดแรงซื้อเชิงรุกจากมุมมองขาขึ้น และผลักดันตลาดเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought)

ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงในภาพรวมของตลาด และภาวะมองในแง่ดีเกินจริงของเทรดเดอร์รายบุคคล

ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงในภาพรวมของตลาด

ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงในภาพรวมของตลาดมักเกิดขึ้นในช่วงปลายของตลาดขาขึ้น หรือในช่วงสุดท้ายของภาวะฟองสบู่ของสินทรัพย์

ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในลักษณะพาราโบลา โดยมีแรงขับเคลื่อนจากความกลัวพลาดโอกาส (Fear of Missing Out: FOMO) และกระแสจากสื่อหรือโซเชียลมีเดียมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน เมื่อราคาเบี่ยงเบนออกจากมูลค่าที่แท้จริงอย่างมาก ช่วงนี้จึงมักเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดและมีแนวโน้มที่จะกลับตัว

ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงของเทรดเดอร์รายบุคคล

ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงของเทรดเดอร์รายบุคคลมักเกิดขึ้นหลังจากการเทรดครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ ผลกำไรจำนวนมากทำให้เกิดความมั่นใจมากเกินไปจนเทรดเดอร์เชื่อว่าตนเองเชี่ยวชาญตลาดแล้ว ความมั่นใจดังกล่าวมักทำให้เทรดเดอร์ละทิ้งกฎการบริหารความเสี่ยงที่เคยใช้ เพิ่มขนาดสถานะ และเข้าเทรดในจังหวะที่มีคุณภาพต่ำลง ผลที่มักเกิดขึ้นคือการขาดทุนสะสมที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินทุนที่สูงขึ้น

จิตวิทยาของวัฏจักรตลาด

ก่อนที่เทรดเดอร์จะเข้าสู่ภาวะมองในแง่ดีเกินจริง พวกเขาจะผ่านวัฏจักรทางจิตวิทยาที่มุมมองของตลาดเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ ตลาดการเงิน เช่น หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และคริปโทเคอร์เรนซี มักได้รับอิทธิพลจากจิตวิทยาร่วมของผู้เข้าร่วมตลาด และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักรที่คาดการณ์ได้ ดังต่อไปนี้

the cycle of market emotions thai

  1. ความคาดหวังเชิงบวก (Optimism): นักลงทุนเข้าสู่ตลาดโดยคาดว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้น ตัดสินใจซื้อจากการวิเคราะห์ของตนเอง และยอมรับความเสี่ยงในระดับหนึ่ง

  2. ความเชื่อมั่น (Belief): เมื่อสถานะเริ่มทำกำไร นักลงทุนจำนวนมากขึ้นเริ่มสังเกตเห็นแนวโน้มดังกล่าวและยังคงถือสถานะต่อ ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอีก

  3. ความตื่นเต้น (Thrill): แรงส่งของตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อความกลัวพลาดโอกาส (FOMO) ดึงดูดเทรดเดอร์เข้ามามากขึ้น ขณะที่ความตื่นเต้นก็เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่

  4. ภาวะมองในแง่ดีเกินจริง (Euphoria): ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เทรดเดอร์มองตลาดในแง่ดีมากเกินไปและเชื่อว่าการปรับตัวขึ้นจะดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด จนยอมรับความเสี่ยงที่โดยปกติจะหลีกเลี่ยง

  5. ความวิตกกังวล (Anxiety): เมื่อตลาดอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) ราคาเริ่มปรับตัวลง เทรดเดอร์ขายทำกำไรบางส่วน แต่ยังลังเลที่จะออกจากสถานะทั้งหมด เพราะคาดว่าราคาจะฟื้นกลับขึ้นมาในเร็ว ๆ นี้

  6. ความกลัว (Fear): เมื่อราคายังคงปรับตัวลง ความไม่แน่ใจเริ่มแพร่กระจาย เทรดเดอร์เริ่มขายมากขึ้น เพราะกังวลว่าการตัดสินใจของตนอาจผิดพลาดและราคาจะไม่ฟื้นตัวกลับขึ้นมา

  7. ความตื่นตระหนก (Panic): เมื่อราคาปรับตัวลงจากจุดสูงสุดไปมาก นักลงทุนที่ยังถือสถานะอยู่เริ่มเทขายด้วยความตื่นตระหนก โดยมักเหลือทางเลือกไม่มากนักในการป้องกันการขาดทุนเพิ่มเติม

  8. ความสิ้นหวัง (Despondency): นักลงทุนจำนวนมากลงเอยด้วยการขาดทุนอย่างหนัก บางรายตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง ขณะที่บางรายถูกความโกรธผลักดันให้หันไปเทรดแก้มือ (Revenge Trading)

  9. ความโล่งใจ (Relief): เมื่อราคาเริ่มทรงตัวและฟื้นตัว ความรู้สึกโล่งใจดึงดูดนักลงทุนรายใหม่กลับเข้าสู่ตลาด แม้บางรายจะยังมีความกังขามากเกินกว่าจะกลับเข้ามาด้วยความมั่นใจในระดับเดิม

กรณีศึกษาภาวะมองในแง่ดีเกินจริง: ฟองสบู่ดอตคอม (Dot-com Bubble)

ฟองสบู่ดอตคอม (Dot-com Bubble) เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 จนถึงต้นทศวรรษ 2000 และผลักดันให้ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อฟองสบู่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ราคาหุ้นเหล่านั้นก็ร่วงลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากสูญเสียสินทรัพย์

ฟองสบู่ดอตคอม (Dot-com Bubble) เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร

ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 การเก็งกำไรในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตเริ่มได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน ส่งผลให้เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีมากเกินไป

เมื่อนักลงทุนบางส่วนเห็นผลกำไรเพิ่มขึ้น นักลงทุนรายอื่นก็เริ่มไม่อยากพลาดโอกาส จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนมากกว่าการบริหารความเสี่ยง และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนมากขึ้น

กระแสเก็งกำไรในช่วงที่ร้อนแรงที่สุด

ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 การที่หุ้นของบริษัทสตาร์ทอัพด้านอินเทอร์เน็ตที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ปรับตัวขึ้น 3–4 เท่าในวันแรกของการซื้อขาย กลายเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป กระแสจากสื่อยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าธุรกิจออนไลน์จะเปลี่ยนแปลงอนาคต และทำให้กระแสเก็งกำไรยังคงดำเนินต่อไป

ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งอยู่ต่ำกว่า 1,000 จุดในปี 1995 พุ่งขึ้นเหนือระดับ 5,000 จุดภายในปี 2000

Nasdaq Composite index chart lesson5

สาเหตุที่ทำให้ฟองสบู่แตก

บริษัทสตาร์ทอัพจำนวนมากทุ่มเงินไปกับการตลาด โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจ และเมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มเห็นได้ชัดว่ามูลค่าของบริษัทเหล่านี้ถูกประเมินสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมาก

เมื่อประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ การเข้าถึงเงินทุนได้ง่าย และการเก็งกำไรอย่างแพร่หลาย นักลงทุนจำนวนมากจึงแทบไม่ให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน และนำเงินไปลงทุนในแทบทุกบริษัทที่มีคำว่า “.com” อยู่ในชื่อ

  • ในเดือนมีนาคม 2000 ดัชนี Nasdaq ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 5,132 จุด ก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Dell และ Cisco จะเริ่มขายหุ้นของตนเองออกมา ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการเทขายด้วยความตื่นตระหนกในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย และทำให้ตลาดปรับตัวลง 10% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

  • บริษัทดอตคอมที่ขาดพื้นฐานทางธุรกิจที่แท้จริงประสบปัญหาด้านกระแสเงินสด โดยใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์หมดไปภายในเวลาไม่กี่เดือน ส่งผลให้บริษัทจำนวนมากล้มละลาย

ผลกระทบต่อนักลงทุนที่อยู่เบื้องหลังตัวเลข

Fred Wilson นักลงทุนร่วมทุน (Venture Capitalist) ซึ่งลงทุนในบริษัทดอตคอมหลายแห่ง เคยกล่าวในภายหลังว่า เขาสูญเสียมูลค่าทรัพย์สินสุทธิไปถึง 90% เมื่อฟองสบู่แตก แม้แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์ก็ไม่สามารถหลีกหนีจากกระแสดังกล่าวได้

ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงมีอิทธิพลได้มากเพียงใด และสามารถดึงผู้คนจำนวนมากให้เข้าไปอยู่ในกระแสดังกล่าวได้

ผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อยนับล้านคน

กระแสเก็งกำไรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในกลุ่มนักลงทุนที่มีชื่อเสียง แต่ยังแพร่กระจายไปสู่นักลงทุนทั่วไปในวงกว้าง ภายในปี 2002 มีการประเมินว่านักลงทุนรายย่อยประมาณ 100 ล้านคนสูญเสียเงินจากตลาดหุ้นรวมกันราว $5 ล้านล้าน

การเติบโตของอินเทอร์เน็ตทำให้การลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยจำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าระหว่างปี 1998 ถึง 2000

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การซื้อขายภายในวัน (Day Trading) จากเดิมที่เป็นรูปแบบการซื้อขายของผู้มีความเชี่ยวชาญ กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถทดลองได้ แม้ตลาดจะเริ่มร่วงลงในปี 2000 นักลงทุนทั่วไปจำนวนมากก็ยังคงไล่ตามการปรับตัวขึ้นของตลาดทั้งที่แรงส่งของตลาดได้อ่อนลงไปแล้ว

ความเสี่ยงของภาวะมองในแง่ดีเกินจริงในตลาด

 

กระบวนการ

ภาพรวม

1

การมองในแง่ดีเข้าครอบงำ

การมองตลาดในแง่ดีมากเกินไปในช่วงตลาดขาขึ้น ผลักดันให้ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง

2

ปัจจัยพื้นฐานถูกมองข้าม

การซื้อไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท แต่เกิดจากความคาดหวังว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นต่อไป และเมื่อมีผู้ซื้อเพิ่มขึ้นจากความเชื่อนี้ ราคาก็ยิ่งปรับตัวสูงขึ้น

3

ฟองสบู่ก่อตัว

วงจรที่เสริมแรงให้ตัวเองเช่นนี้ ทำให้เกิดฟองสบู่ที่ไม่มีมูลค่าที่แท้จริงรองรับ

4

ฟองสบู่แตก

เมื่อฟองสบู่ขยายตัวจนถึงขีดจำกัด ฟองสบู่ก็แตกลง ส่งผลให้นักลงทุนเผชิญกับการขาดทุนจำนวนมาก

5

พฤติกรรมซ้ำเติมความเสียหาย

กระแสเกินจริงบนโซเชียลมีเดีย พฤติกรรมตามฝูงชน (Herd Mentality) และความกลัวพลาดโอกาส (FOMO) ผลักดันให้เทรดเดอร์รายย่อยเข้าซื้อในระดับราคาที่สูงเกินมูลค่า ก่อนจะเทขายด้วยความตื่นตระหนกทันทีเมื่อแนวโน้มกลับตัว

6

ผลกระทบในระยะยาว

วงจรดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะบั่นทอนการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว

สรุปสาระสำคัญ

  • ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงในตลาดมักเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนมองข้ามปัจจัยพื้นฐาน และเข้าร่วมการเก็งกำไรที่ขับเคลื่อนด้วยความตื่นเต้นและการมองในแง่ดี

  • สำหรับเทรดเดอร์รายบุคคล ภาวะมองในแง่ดีเกินจริงแสดงออกในรูปของความมั่นใจมากเกินไปหลังจากทำกำไรได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ละเลยกฎการบริหารความเสี่ยงและเทรดในเชิงรุกมากขึ้น

  • ในตลาดการเงินทุกประเภท ราคาไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ตลอดไป ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามแผนการเทรดที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเสมอ

บทถัดไปจะรวบรวมอคติทางความคิด (Cognitive Biases) ทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้ พร้อมอธิบายว่าอคติแต่ละประเภทค่อย ๆ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอย่างไร โดยที่ในขณะตัดสินใจอาจไม่รู้สึกเลยว่าสิ่งนั้นเป็นความผิดพลาด

ถัดไป: อคติทางความคิดเมื่อเผชิญแรงกดดันในการเทรด
บทเรียนถัดไป