สร้างระบบจิตวิทยาการเทรด | บทเรียนฟรี XS ระบบจิตวิทยาการเทรดส่วนบุคคล - จิตวิทยาการเทรดในช่วงตลาดผันผวนรุนแรง
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

ระบบจิตวิทยาการเทรดส่วนบุคคล

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่มีความเครียดสูง เรามักตัดสินใจอย่างสุขุมได้ยาก และมีแนวโน้มตัดสินใจตามสัญชาตญาณมากขึ้นและใช้เหตุผลน้อยลง สำหรับเทรดเดอร์ สิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในการเทรดแต่ละวันคือความสามารถในการควบคุมตนเองและทำตามกฎการเทรด แม้ตลาดจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่คาดคิด

ในบทนี้ เราจะสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดที่ผ่านมา และจัดทำแบบทบทวนที่ช่วยให้ประเมินจุดอ่อนของตนเอง เพื่อเตรียมสภาพแวดล้อมในการเทรดให้พร้อมก่อนการเทรดแต่ละครั้ง

ขั้นตอนที่ 1: รู้จุดเริ่มต้นของตนเอง

เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดจากการเทรดตามอารมณ์ ขั้นแรกควรทำความเข้าใจลักษณะของตนเองก่อน เมื่ออยู่ภายใต้ความเครียดจากภาวะตลาดที่รุนแรง สมองจะคิดอย่างชัดเจนได้ยากขึ้น แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงไม่มีกฎเพียงข้อเดียวที่ใช้ได้กับเทรดเดอร์ทุกคน เพราะการตอบสนองขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล

จุดเริ่มต้นนี้พิจารณาได้จาก 3 ปัจจัย ได้แก่

  1. ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance)
    ระดับการขาดทุนจากการเทรดจริงที่สามารถรับได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินหรือความสามารถในการควบคุมอารมณ์ เป็นตัวชี้วัดว่าสามารถรับการขาดทุนได้มากน้อยเพียงใดโดยไม่เกิดความตื่นตระหนก

  2. ความกลัวการสูญเสีย (Loss Aversion)

ระดับความรู้สึกเจ็บปวดจากการขาดทุนเมื่อเทียบกับความรู้สึกพึงพอใจจากการได้รับกำไรในจำนวนที่เท่ากัน โดยทั่วไป คนส่วนใหญ่มักต้องการผลตอบแทนที่เป็นไปได้ประมาณ 2 เท่าของจำนวนที่อาจขาดทุน จึงจะยอมรับความเสี่ยงดังกล่าว หรือคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 1:2

  1. ระดับการตอบสนองทางอารมณ์ (Emotional Reactivity)

ระดับความรวดเร็วและความรุนแรงที่จิตใจและร่างกายตอบสนอง เมื่อตลาดเคลื่อนไหวสวนทางและผลขาดทุนเริ่มเพิ่มขึ้น การตอบสนองทางอารมณ์ในระดับสูงมีแนวโน้มนำไปสู่การเทขายด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่การตอบสนองในระดับต่ำมีแนวโน้มนำไปสู่ภาวะชะงักจนตัดสินใจไม่ได้ หรือไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ในขณะนั้น

หากได้ทำรายการตรวจสอบในบทที่ 2 แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการนำคะแนนที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการตัดสินใจจริง ไม่ใช่เพียงมองเป็นตัวเลขบนแบบประเมิน แทนที่จะพิจารณาแต่ละปัจจัยแยกจากกัน ลองนึกภาพว่าปฏิกิริยาของตนเองจะเป็นอย่างไรเมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกัน

ตัวอย่าง

ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ต่ำ ความกลัวการสูญเสียสูง และระดับการตอบสนองทางอารมณ์สูง เมื่อเกิดขึ้นร่วมกัน มักทำให้การเทขายด้วยความตื่นตระหนกเป็นรูปแบบความผิดพลาดที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุด

ในทางกลับกัน การตอบสนองทางอารมณ์ในระดับต่ำจะแสดงออกแตกต่างออกไป แทนที่จะเทขายด้วยความตื่นตระหนก อาจเกิดภาวะชะงักจนตัดสินใจไม่ได้ หรือมองข้ามสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้นจริง เพราะสถานการณ์ไม่ได้สร้างความรู้สึกเร่งด่วนมากพอที่จะกระตุ้นให้ตอบสนอง

ขั้นตอนที่ 2: รู้รูปแบบความผิดพลาดของตนเอง

เมื่อทราบถึงลักษณะของตนเองแล้ว ลองย้อนดูอย่างตรงไปตรงมาว่าที่ผ่านมาเคยตอบสนองต่อสถานการณ์ในการเทรดอย่างไร สิ่งสำคัญในส่วนนี้คือภาพที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ภาพในอุดมคติที่อยากให้เป็น ให้ทำเครื่องหมายในทุกข้อที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเอง

ปฏิกิริยาเมื่อเผชิญภาวะตลาดรุนแรง

  • การเทขายด้วยความตื่นตระหนก (Panic Selling): ปิดสถานะเพราะความกลัว ไม่ใช่จากการใช้วิจารณญาณ

  • ภาวะชะงักจนตัดสินใจไม่ได้ (Freezing): รู้ว่าควรดำเนินการ แต่กลับไม่สามารถลงมือทำได้

  • การเทรดแก้มือ (Revenge Trading): เพิ่มความเสี่ยงเพื่อพยายามชดเชยการขาดทุนให้ได้อย่างรวดเร็ว

ภาวะมองในแง่ดีเกินจริง (Euphoria)

  • ซื้อหรือถือสถานะต่อเกินกว่าระดับที่การวิเคราะห์ของตนเองรองรับ เพราะถูกความตื่นเต้นเข้ามามีอิทธิพล

อคติทางความคิด: เลือก 2 - 3 ข้อที่เกิดขึ้นกับตนเองมากที่สุด

อคติ

            ความหมาย

อคติยืนยันความเชื่อเดิม (Confirmation Bias)

ให้ความสนใจกับข้อมูลที่ยืนยันสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว ขณะที่พยายามหาเหตุผลมาหักล้างข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น

อคติจากการยึดติดกับจุดอ้างอิง (Anchoring Bias)

ยึดติดกับข้อมูลแรกที่ได้รับ แม้ว่าข้อมูลนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว

พฤติกรรมขายกำไรเร็วและถือขาดทุนนาน (Disposition Effect)

ถือสถานะที่ขาดทุนไว้นานเกินไป ขณะที่มักปิดสถานะที่มีกำไรเร็วกว่า โดยหวังว่าความรู้สึกจากการขาดทุนจะหายไป

กับดักต้นทุนจม (Sunk Cost Fallacy)

ยังคงถือสถานะต่อเพราะเวลา เงิน หรือทรัพยากรที่ลงทุนไปแล้ว มากกว่าพิจารณาว่าการถือสถานะต่อยังสมเหตุสมผลหรือไม่

ความหลงผิดของนักพนัน (Gambler’s Fallacy)

เชื่อว่าการขาดทุนติดต่อกันหมายความว่า “ถึงเวลาที่จะชนะแล้ว” หรือการชนะติดต่อกันหมายความว่าราคากำลังจะปรับตัวลง

ความมั่นใจมากเกินไป (Overconfidence)

ปล่อยให้การทำกำไรติดต่อกันทำให้เชื่อว่าตนเองเข้าใจตลาดอย่างถ่องแท้แล้ว และเริ่มรับความเสี่ยงที่โดยปกติจะหลีกเลี่ยง

อคติจากข้อมูลที่นึกถึงได้ง่าย (Availability Bias)

อาศัยข้อมูลที่นึกขึ้นมาได้เร็วที่สุด แทนที่จะพิจารณาว่าข้อมูลใดมีน้ำหนักรองรับจริง

พฤติกรรมตามฝูงชน (Herding)

เข้าถือสถานะตามคนส่วนใหญ่เพียงเพราะคนอื่นกำลังทำเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะการศึกษาหรือวิเคราะห์ของตนเองสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว

ปฏิกิริยาและอคติที่ระบุไว้ข้างต้นเป็นรูปแบบที่สามารถเกิดขึ้นได้แม้กับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์สูงจึงไม่ควรคิดว่า “เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นกับฉัน” และควรยอมรับว่าการตอบสนองทางอารมณ์เมื่อเกิดความตื่นตระหนกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์

หากทำเครื่องหมายไว้มากกว่าที่คาด อย่าเพิ่งรู้สึกท้อ แต่ให้ใช้สิ่งที่พบเป็นโอกาสในการเปลี่ยนความกังวลที่ยังคลุมเครือให้กลายเป็นภาพที่ชัดเจนว่าจุดอ่อนเฉพาะของตนเองอยู่ตรงไหน

ขั้นตอนที่ 3: กำหนดกฎการเทรดของตนเอง

เมื่อทราบจุดอ่อนของตนเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างกลไกป้องกันที่ชัดเจน โดยกำหนดเป็นตัวเลขไว้ล่วงหน้าและยึดตามตัวเลขเหล่านั้น แทนที่จะตัดสินใจในขณะเทรด

กรอกตัวเลขที่เหมาะกับตนเองลงในตารางด้านล่าง

กฎ

ตัวเลขของคุณ

แนวทาง

ความเสี่ยงสูงสุดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง

%

1-2%

ขีดจำกัดการขาดทุนสูงสุดต่อวัน

%

- 3%

การตั้ง Stop-Loss

การตั้ง Take-Profit

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนขั้นต่ำ

1:2 หรือสูงกว่า

จำนวนการเทรดสูงสุดต่อวัน

ความเสี่ยงรวมสูงสุดของสถานะที่เปิดอยู่ทั้งหมด

%

-5%

ระยะเวลาพักหลังจากขาดทุน

นาที

15 - 20 นาที

ขีดจำกัดการใช้เลเวอเรจ

ลดลงหากมีระดับการตอบสนองทางอารมณ์สูง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแนวทางทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นกลไกที่ช่วยป้องกันรูปแบบความผิดพลาดเฉพาะของตนเองที่ได้ระบุไว้ในขั้นตอนที่ 2 ควรกำหนดตัวเลขที่เหมาะกับจุดอ่อนของตนเองมากที่สุดไว้ล่วงหน้า

ขั้นตอนที่ 4: เลือกระบบที่เหมาะกับตนเอง

การรู้จุดอ่อนและเขียนกฎของตนเองไว้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ กฎจะได้ผลก็ต่อเมื่อการทำตามกฎง่ายกว่าการฝ่าฝืนกฎ ซึ่งหมายถึงการปรับสภาพแวดล้อม ไม่ใช่เพียงการตั้งใจว่าจะทำตาม

เครื่องมือที่ช่วยในเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท และไม่จำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือพร้อมกัน ให้เลือกหนึ่งวิธีจากแต่ละประเภทและยึดตามสิ่งที่เลือกไว้

ประเภท

หน้าที่

ตัวเลือกของคุณ

แรงต้าน (Friction)

ทำให้การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมทำได้ยากขึ้น

ค่าเริ่มต้น (Defaults)

ทำให้ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าเป็นตัวเลือกที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

การออกแบบสภาพแวดล้อม (Environment Design)

กำหนดสิ่งที่มองเห็นและความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมรอบตัว

โครงสร้างความรับผิดชอบ (Accountability)

ช่วยให้การละเลยวินัยไม่ถูกปล่อยผ่านโดยไม่มีการตรวจสอบ

เลือกระบบที่ช่วยรับมือกับรูปแบบความผิดพลาดเฉพาะของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงเลือกวิธีที่ดูทำได้ง่ายที่สุด

ตัวอย่าง

การจำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดให้อยู่ในระดับต่ำ เช่น 1 - 2% เป็นแนวทางที่ช่วยรับมือกับพฤติกรรมดังกล่าวได้ หากมีแนวโน้มชะงักจนตัดสินใจไม่ได้และไม่สามารถกดปิดสถานะได้ทันเวลา การตั้ง Stop-Loss อัตโนมัติเป็นสิ่งจำเป็น

ควรจัดเตรียมสภาพแวดล้อมในการเทรดไว้ในช่วงที่จิตใจสงบ เพื่อให้แม้ความตื่นตระหนกจะเข้ามามีอิทธิพล ก็ยังมีกฎพื้นฐานที่กำหนดไว้แล้วเพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยง

สรุปสาระสำคัญ

  • ในภาวะตลาดที่รุนแรง สมองของเทรดเดอร์ทุกคนสามารถเข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกได้ แต่รูปแบบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและวิธีรับมือที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน

  • ทำความเข้าใจลักษณะของตนเอง และเตรียมกฎที่ช่วยลดการขาดทุน รวมถึงระบบการเทรดที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้าในช่วงที่ยังสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

  • การเข้าใจความตื่นตระหนก อคติ และวินัย ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันตัดสินใจอย่างไร้เหตุผลในขณะเทรด หากยังเกิดความผิดพลาดซ้ำในการเทรด อย่าเพิ่งยอมแพ้แต่ให้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากบทนี้มาใช้เพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการเทรดของตนเองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง