การเทรดเพื่อเอาคืนคืออะไร? | บทเรียนฟรี XS เมื่อความโกรธเข้าครอบงำ: การซื้อเพิ่มอย่างขาดการยั้งคิด (Revenge Trading) - จิตวิทยาการเทรดในช่วงตลาดผันผวนรุนแรง
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

เมื่อความโกรธเข้าครอบงำ: การซื้อเพิ่มอย่างขาดการยั้งคิด (Revenge Trading)

ในบทก่อนหน้านี้ เราได้เห็นแล้วว่าความกลัวอาจทำให้เทรดเดอร์ขายออกเร็วเกินไป หรือชะงักจนไม่สามารถตัดสินใจได้ ในบทนี้จะกล่าวถึงปฏิกิริยาในอีกด้านหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์รู้สึกโกรธกับการขาดทุนที่เกิดขึ้นและพยายามเอาคืน

ปฏิกิริยาที่เกิดจากความโกรธอาจนำไปสู่การซื้อเพิ่มอย่างขาดการยั้งคิด หรือการเทรดแก้มือ (Reckless Buying / Revenge Trading) ด้วยการเพิ่มขนาดสถานะในระดับราคาที่เสียเปรียบ เพื่อหวังชดเชยการขาดทุนให้ได้อย่างรวดเร็ว

การซื้อเพิ่มอย่างขาดการยั้งคิด

การเทรดแก้มือ (Revenge Trading) เกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์รู้สึกไม่พอใจกับการขาดทุนที่เพิ่งเกิดขึ้น และพยายามชดเชยการขาดทุนนั้นอย่างรวดเร็ว แทนที่จะทำตามแผนการเทรดที่วางไว้

พฤติกรรมนี้เกิดจากอารมณ์มากกว่ากลยุทธ์ และมักนำไปสู่การขาดทุนที่มากกว่าการขาดทุนครั้งแรก

ปฏิกิริยานี้มักเกิดขึ้นทันทีหลังจากขาดทุนอย่างหนัก เมื่อความต้องการที่จะ “เอาคืน” จากตลาดมีอิทธิพลมากกว่าการรักษาวินัยในการเทรด

ต่างจากการเทขายด้วยความตื่นตระหนก (Panic Selling) หรือภาวะชะงักจนตัดสินใจไม่ได้ (Freezing) การเทรดแก้มือกลับผลักดันให้เทรดเดอร์รับความเสี่ยงมากขึ้น ในช่วงที่สามารถรองรับความเสี่ยงเพิ่มเติมได้น้อยที่สุด

ปี 2017: ฟองสบู่ Bitcoin และกระแสซื้อขายที่ร้อนแรง (Bitcoin Frenzy)

ฟองสบู่ Bitcoin ในปี 2017 หมายถึงช่วงที่ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ จากประมาณ $1,000 ในช่วงต้นปี 2017 ก่อนจะขึ้นไปแตะระดับประมาณ $20,000 ภายในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการซื้อเพิ่มอย่างขาดการยั้งคิด โดยไม่มีแผนหรือแนวทางที่ชัดเจน

bitcoin bubble chart lesson4

[แหล่งที่มา: MoneyWeek]

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในช่วงกระแส Bitcoin ร้อนแรงปี 2017

ช่วงเวลา

เหตุการณ์สำคัญและการเคลื่อนไหวของราคา

มกราคม

ในช่วงต้นปี 1 BTC มีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $1,000

พฤษภาคม

ราคา Bitcoin ทะลุ $2,000 เป็นครั้งแรก และแนวโน้มตลาดขาขึ้น (Bull Market) เริ่มชัดเจนมากขึ้น

สิงหาคม

Bitcoin Cash (BCH) แยกออกจากเครือข่าย Bitcoin เดิม ขณะที่บรรยากาศในตลาดเริ่มเต็มไปด้วยทั้งความปั่นป่วนและความคาดหวัง

ธันวาคม

สัญญาซื้อขายล่วงหน้า Bitcoin เริ่มเปิดซื้อขายในตลาด CME และ CBOE ของสหรัฐฯ ขณะที่ราคา Bitcoin ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ $19,800 ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของฟองสบู่ Bitcoin ในครั้งนี้

เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี 2018 ฟองสบู่ Bitcoin ก็แตกลง โดยราคา Bitcoin ร่วงลงประมาณ 70% ภายในเวลา 2 เดือนจากจุดสูงสุด และเมื่อถึงสิ้นปี มูลค่าของ Bitcoin ลดลงประมาณ 80%

หลังฟองสบู่แตก: กรณีของเทรดเดอร์ K

K ซึ่งเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ ยังคงซื้อเพิ่มในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น โดยเพิ่มขนาดสถานะทุกครั้งที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่

แม้ตลาด Bitcoin จะเริ่มร่วงลงในเดือนมกราคม 2018 K ก็ยังไม่ขายทันที แต่เฝ้าดูมูลค่าสินทรัพย์ของตนเองลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละสัปดาห์

เทรดเดอร์ยอมรับการขาดทุนได้ยาก

แม้เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ K ก็ยังไม่สามารถยอมรับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นได้ จึงเปิดสถานะ Bitcoin โดยใช้เลเวอเรจ เพราะเชื่อว่า “ราคาน่าจะลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว และคงจะฟื้นตัวในเร็ว ๆ นี้”

อย่างไรก็ตาม ราคายังคงปรับตัวลงต่อ และ K ถูกบังคับปิดสถานะ (Forced Liquidation) ส่งผลให้เงินทุนลดลงในอัตราที่รวดเร็วกว่าการปรับตัวลงในช่วงแรก

การเทรดแก้มือเกิดขึ้นได้อย่างไร

แม้หลังจากตลาดร่วงลงอย่างหนักในปี 2018 นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากก็ยังไม่ได้เปลี่ยนกลยุทธ์การเทรด โดยเทรดเดอร์หลายรายยังคงเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว เช่นเดียวกับที่เคยทำในช่วงตลาดขาขึ้น

พฤติกรรมดังกล่าวมาจากความเชื่อที่ว่า สินทรัพย์ประเภทใหม่อย่าง Bitcoin “ควรจะปรับตัวสูงขึ้นต่อไปในระยะยาว”

การเทรดแก้มือ (Revenge Trading) เกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์พยายามชดเชยการขาดทุนหลังจากตลาดร่วงลงอย่างหนัก

แม้การเพิ่มขนาดสถานะอาจดูเหมือนเป็นวิธีชดเชยการขาดทุน แต่การพยายามชดเชยการขาดทุนในช่วงที่ตลาดกำลังร่วงลงถือเป็นการตัดสินใจที่ขาดการยั้งคิด

revenge trading thai

วิธีปกป้องสินทรัพย์เมื่อฟองสบู่คริปโทเคอร์เรนซีแตก

เมื่อฟองสบู่ Bitcoin แตกและราคาเริ่มร่วงลงอย่างรวดเร็ว การเห็นมูลค่าพอร์ตลดลงอาจสร้างความกังวลอย่างมาก

แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้ เป้าหมายหลักควรเป็นการรักษาเงินทุน ไม่ใช่การเร่งชดเชยการขาดทุน ต่อไปนี้คือแนวทางสำคัญในการปกป้องเงินลงทุน

กำหนดกฎการเทรดให้ชัดเจน

เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาลง เทรดเดอร์ทุกคนอาจตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความกลัวพลาดโอกาส (Fear of Missing Out: FOMO) และสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุนที่ไม่จำเป็นจากการเทรดตามอารมณ์ ควรกำหนดกฎไว้ล่วงหน้าและยึดมั่นในการเทรดอย่างมีวินัย

ตัวอย่าง

กำหนดวงเงินขาดทุนสูงสุดต่อวัน หรือกำหนดระดับการปรับตัวลงของราคาที่ชัดเจนว่า เมื่อราคาลดลงถึงระดับดังกล่าวจะหยุดเทรดในวันนั้น

ตั้งคำสั่งจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ล่วงหน้า

การตั้งคำสั่ง Stop-Loss ไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ระบบส่งคำสั่งขายสินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซีโดยอัตโนมัติเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนดไว้

วิธีนี้ช่วยจำกัดความเสี่ยงและควบคุมการขาดทุน โดยไม่ต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันในขณะนั้น

ใช้ข้อมูลวิเคราะห์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

การวิเคราะห์โดยอาศัยเพียงโพสต์ที่มีเนื้อหาเกินจริงบนโซเชียลมีเดีย เช่น X หรือ Instagram รวมถึง Discord อาจไม่เพียงพอ ควรพิจารณาข้อมูลที่เป็นกลางและอ้างอิงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจ

  • แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trusted Sources): ติดตามสำนักข่าวคริปโทเคอร์เรนซีเฉพาะทางที่น่าเชื่อถือ และบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลออนเชน (On-Chain Analytics) ที่นำเสนอข้อมูลดิบมากกว่าความคิดเห็น

  • อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค (Technical Indicators): ใช้เครื่องมือ เช่น Relative Strength Index (RSI) หรือ Moving Average เพื่อช่วยประเมินจากกราฟว่าตลาดอยู่ในภาวะร้อนแรงเกินไป หรือเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไปและเข้าใกล้จุดต่ำสุดหรือไม่


ตรวจสอบปัจจัยพื้นฐาน

เมื่อต้องประเมินว่าโครงการหนึ่งมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปได้ในระยะยาวหรือไม่ท่ามกลางตลาดขาลง ควรตรวจสอบปัจจัยพื้นฐานสำคัญด้วย

  • ความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนา (Development Activity): ตรวจสอบว่านักพัฒนายังคงอัปเดตและดูแลโครงการอย่างต่อเนื่องหรือไม่

  • พันธมิตร (Partnerships): ตรวจสอบว่าได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหรือผู้สนับสนุนที่น่าเชื่อถือหรือไม่

  • การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Engagement): ประเมินว่าชุมชนมีความเคลื่อนไหวมากน้อยเพียงใด และเป็นการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่

สรุปสาระสำคัญ

  • การเทรดแก้มือ (Revenge Trading) เกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์พยายามชดเชยการขาดทุนให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยมีอารมณ์เป็นแรงขับเคลื่อนแทนที่จะทำตามแผนการเทรด

  • ตั้งคำสั่ง Stop-Loss ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ระบบส่งคำสั่งออกจากสถานะโดยอัตโนมัติเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนดไว้

  • การใช้ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและพิจารณาปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง แทนการตัดสินใจตามกระแสบนโซเชียลมีเดีย ช่วยให้แยกแยะได้ว่าตลาดกำลังฟื้นตัวจริง หรือเป็นเพียงกระแสของผู้ลงทุนที่ยังคงไล่ตามฟองสบู่

ถัดไป: ภาวะมองในแง่ดีเกินจริง (Euphoria) และความมั่นใจมากเกินไป (Overconfidence) ที่นำไปสู่การก่อตัวของฟองสบู่ในตลาด
บทเรียนถัดไป