ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
โบนัส
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ในบทนี้ เราจะอธิบายอย่างละเอียดว่าเทรดเดอร์แต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร และมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเผชิญกับความผันผวนของราคาในตลาดที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด
ที่ผ่านมา มีหลายครั้งที่ตลาดร่วงลงอย่างรุนแรงจนกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากตกอยู่ภายใต้ความกลัวและความตื่นตระหนกจนไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล
แม้ในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะตื่นตระหนก การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เทรดเดอร์ยังคงทำกำไรต่อไปหรือกลายเป็นฝ่ายขาดทุน
เมื่อตลาดผันผวนอย่างรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก นักลงทุนที่เกิดความตื่นตระหนกมักมีปฏิกิริยาในลักษณะต่อไปนี้
การเทขายด้วยความตื่นตระหนก (Panic Selling): เทรดเดอร์ที่ตัดสินใจด้วยความกลัวหรือความวิตกกังวลแทนการใช้เหตุผล จนนำไปสู่การขาดทุนที่ไม่จำเป็น
ภาวะชะงักจนตัดสินใจไม่ได้ (Freeze Type): เทรดเดอร์ที่ตกอยู่ในภาวะช็อกจากการขาดทุนที่ไม่คาดคิด จนไม่สามารถกดปุ่ม “ปิดสถานะ” ได้ ทั้งที่ควรตัดขาดทุน
การซื้อเพิ่มอย่างขาดการยั้งคิด หรือการเทรดแก้มือ (Reckless Buying / Revenge Trading): เทรดเดอร์ที่เพิ่มขนาดสถานะหรือซื้อเพิ่มในระดับราคาที่เสียเปรียบ เพราะความโกรธและต้องการชดเชยการขาดทุนให้ได้ทันที
ต่อไปเราจะดูตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่สะท้อนพฤติกรรมของเทรดเดอร์แต่ละประเภท
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 หลายประเทศทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในอนาคตฉุดเศรษฐกิจโลกให้ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง
ตลาดเริ่มปรับตัวลงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และภายในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ร่วงลงมากกว่า 35% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ล่าสุด ด้วยความรวดเร็วในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
[แหล่งที่มา: TradingView]
ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตยิ่งกระตุ้นให้เกิดแรงขายอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การเทขายเป็นลูกโซ่
วันที่
ปัจจัย
ผลกระทบ
แหล่งที่มา
24 กุมภาพันธ์
จุดเริ่มต้นของวิกฤต COVID-19
ดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลงมากกว่า $2,000 → การเทขายด้วยความตื่นตระหนกรุนแรงขึ้น
CNBC.comWikipedia
ต้นเดือนมีนาคม
WHO ประกาศให้ COVID-19 เป็นการระบาดใหญ่ OPEC ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการลดกำลังการผลิตน้ำมันสหรัฐฯ ประกาศห้ามผู้เดินทางจากยุโรปเดินทางเข้าสหรัฐฯ
มีข่าวที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง → สินทรัพย์เสี่ยงยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง
WTO.org
16 มีนาคม
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉินลงสู่ระดับใกล้ 0% และใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน $700 พันล้าน
วันจันทร์ทมิฬครั้งที่ 2 (Black Monday II): ตลาดทั่วโลกร่วงลง 12–13%
Wikipedia
23 มีนาคม
Fed ประกาศมาตรการ QE แบบ “ไม่จำกัดวงเงิน” และมาตรการสินเชื่อฉุกเฉินเพิ่มเติม
ตลาดแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤต COVID-19 เริ่มต้น โดยร่วงลงมากกว่า 30% นับจากวันที่ 19 กุมภาพันธ์
CNBC.com
ปัจจัยที่จุดชนวนวิกฤต COVID-19 คือมาตรการล็อกดาวน์ภาคบังคับที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนำมาใช้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส
ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนเทขายสินทรัพย์จำนวนมากเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด จนทำให้ตลาดร่วงลงอย่างรุนแรง
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่ปกติคือ ในเดือนมีนาคม 2020 ตลาดหุ้นมีการใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) ถึง 4 ครั้ง ขณะที่ก่อนหน้านั้นมาตรการดังกล่าวเคยถูกใช้เพียงครั้งเดียวในปี 1997
เมื่อ COVID-19 แพร่ระบาดและหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการล็อกดาวน์ ตลาดก็ปรับตัวลงต่อเนื่องในแต่ละวัน K ซึ่งเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ เฝ้าดูผลขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ขณะที่บนโซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยโพสต์ที่ระบุว่า “ตลาดจบแล้ว”
จนถึงวันที่ 23 มีนาคม K ทนต่อแรงกดดันไม่ไหว เมื่อเห็นคนรอบตัวพากันขายสินทรัพย์และเปลี่ยนเป็นเงินสด เขาจึงตัดสินใจขายทั้งหมดเช่นกัน แต่วันดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดต่ำสุดของตลาดพอดี และเพียงไม่กี่วันต่อมา ตลาดก็เริ่มฟื้นตัว
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดร่วงลงอย่างรุนแรงในครั้งนี้ มาจากความกลัวร่วมกับแนวโน้มที่จะคล้อยตามคนรอบข้าง เช่น ความคิดว่า “ฉันไม่อยากเสียสินทรัพย์ไปมากกว่านี้แล้ว” และ “ทุกคนกำลังขาย ฉันก็ควรขายเหมือนกัน”
วงจรของความไม่แน่นอนและความกลัว
ในช่วงที่ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับไวรัส และยังไม่รู้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาดำเนินได้เมื่อใด เทรดเดอร์ต้องเผชิญกับความเครียดอย่างหนัก ความกลัวทำให้หลายคนขายสินทรัพย์และหันมาถือเงินสด ขณะที่แรงขายดังกล่าวก็กระตุ้นให้เกิดแรงขายเพิ่มขึ้น จนตลาดปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวงจร
พฤติกรรมตามฝูงชน (Herd Mentality)
คนเรามักรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเมื่ออยู่ในกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงที่มีความเครียดสูงจนยากที่จะตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เมื่อเห็นคนอื่นพากันขายและกราฟร่วงลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนรายย่อยจึงมีแนวโน้มขายตาม
แรงขายจากระบบอัลกอริทึม (Algorithmic Selling)
ระบบซื้อขายอัตโนมัติที่ถูกตั้งโปรแกรมให้บังคับปิดสถานะเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนดไว้ ยิ่งเร่งให้ตลาดปรับตัวลงเร็วขึ้น และซ้ำเติมวงจรการเทขายที่กำลังเกิดขึ้น
เหตุการณ์ตลาดร่วงฉับพลัน (Flash Crash) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2010 เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบซื้อขายด้วยอัลกอริทึมสมัยใหม่ ตามรายงานร่วมของ Commodity Futures Trading Commission (CFTC) และ U.S. Securities and Exchange Commission (SEC) ดัชนี Dow Jones ร่วงลงประมาณ $1,000 ภายในเวลาราว 36 นาที ก่อนจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่ามีจุดเริ่มต้นจากคำสั่งขายสัญญาฟิวเจอร์สมูลค่า $4.1 พันล้านของบริษัทด้านการลงทุนแห่งหนึ่ง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเป็นลูกโซ่ในระบบซื้อขายความถี่สูง (High-Frequency Trading: HFT) แม้แต่หุ้นบลูชิปอย่าง P&G ก็ร่วงลงทันทีถึง 37% ขณะที่มีธุรกรรมมากกว่า 20,000 รายการเกิดขึ้นในราคาที่เบี่ยงเบนจากระดับปกติมากกว่า 60%
[แหล่งที่มา: Linkedin Dow Jones - the flash crash]
เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการขายสัญญาฟิวเจอร์สจำนวนมากผ่านระบบอัตโนมัติ ประกอบกับพฤติกรรมที่เรียกว่า การส่งคำสั่งลวง (Spoofing) ซึ่งเป็นการบิดเบือนตลาดอย่างผิดกฎหมาย โดยส่งคำสั่งขายขนาดใหญ่ในระดับราคาที่ห่างจากราคาตลาด ก่อนยกเลิกคำสั่งดังกล่าวก่อนที่คำสั่งจะถูกดำเนินการ
เมื่อระบบ HFT ตรวจพบแรงขายที่ผิดปกติ ระบบเหล่านี้หยุดการซื้อขายและเริ่มส่งคำสั่งขายตาม จนเกิดปฏิกิริยาเป็นลูกโซ่และส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ร่วงลงประมาณ 9% ภายในเวลาไม่กี่นาที
K ซึ่งเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ มองเห็นหน้าจอเต็มไปด้วยตัวเลขสีแดงขณะที่กราฟร่วงลงอย่างรวดเร็ว เขาเลื่อนเมาส์ไปที่ปุ่ม “ปิดสถานะ” แต่กลับกดไม่ลง เพราะคิดว่า “เดี๋ยวราคาก็คงกลับขึ้นมา” เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ผลขาดทุนของเขาเพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
การที่ตลาดแกว่งตัวเกือบ $1,000 ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเกินขีดความสามารถในการประมวลผลตามปกติของมนุษย์ ขณะที่ข้อมูลธุรกรรมผิดปกติมากกว่า 20,000 รายการแสดงให้เห็นว่าเทรดเดอร์รายอื่นก็ตกอยู่ในภาวะ “ชะงัก” ในลักษณะเดียวกัน
ตลาดฟื้นตัวภายในเวลาประมาณ 30 นาที และเมื่อ K กลับมาตั้งสติได้ ราคาก็ฟื้นกลับมาประมาณครึ่งหนึ่งของการปรับตัวลงแล้ว แม้สุดท้าย K จะไม่ได้ขาดทุนเป็นตัวเงิน แต่เขาก็ยังไม่ได้ทำตามกลยุทธ์ที่ตนเองวางไว้
เมื่อเทรดเดอร์เผชิญกับวิกฤตที่ไม่คาดคิด อาจเกิดการตอบสนองแบบ “สู้ ตื่นตระหนก หรือชะงัก”
ความตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ถาโถม
ในช่วง Flash Crash ตัวเลขบนหน้าจอซื้อขายและการเคลื่อนไหวของกราฟเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนเกินความสามารถตามปกติในการติดตามและประมวลผลข้อมูล
ภาวะสมองประมวลผลไม่ทัน (Mental Shutdown)
สมองไม่สามารถทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ทัน จนนำไปสู่ความตื่นตระหนกจากความกลัวการสูญเสีย ส่งผลให้เทรดเดอร์ไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายหรือปิดสถานะได้ จนเกิดภาวะชะงักอยู่หน้าจอ
หากต้องการหยุดการร่วงลงของตลาด จำเป็นต้องมีแรงซื้อเข้ามารองรับ หรือมีผู้ซื้อเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว (Buy the Dip) ในช่วงที่ราคากำลังปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม ในช่วง Flash Crash เทรดเดอร์ที่เกิดภาวะชะงักไม่สามารถตัดสินใจดำเนินการได้ แม้ราคาจะลดลงมาถึงระดับที่ตามปกติอาจถูกมองว่าต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น เทรดเดอร์เหล่านี้ก็ยังลังเลและไม่ส่งคำสั่งซื้อ
เมื่อแรงซื้อหายไป สภาพคล่องในตลาดจึงลดลง ซึ่งส่งผลให้มีการดำเนินคำสั่ง Stop-Loss อัตโนมัติมากขึ้น และยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเทขายด้วยความตื่นตระหนก
สำหรับเทรดเดอร์ที่มีแนวโน้มชะงักจนตัดสินใจไม่ได้เมื่อเกิดความตื่นตระหนก แนวทางต่อไปนี้อาจช่วยได้
กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ล่วงหน้า
เมื่อเปิดสถานะใหม่ในหุ้นหรือ Forex ควรกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้า หรือวางคำสั่ง Stop-Loss ตั้งแต่ตอนเปิดสถานะ
เนื่องจากระบบจะดำเนินการตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ จึงช่วยลดโอกาสเกิดการขาดทุนที่ไม่จำเป็นได้
ลดขนาดสถานะการซื้อขาย
ทำความเข้าใจระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ และเทรดด้วยเงินในจำนวนที่ยอมรับความเสี่ยงได้เท่านั้น การใช้เงินเย็นในการเทรดช่วยลดแรงกดดันและความตื่นตระหนกได้
กระจายการลงทุน
กระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อลดผลกระทบจากการสูญเสียเมื่อเกิดภาวะตลาดร่วงลงอย่างฉับพลัน การกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภทช่วยลดโอกาสที่การปรับตัวลงของสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อพอร์ตโดยรวม
การเทขายด้วยความตื่นตระหนกและภาวะชะงักจนตัดสินใจไม่ได้อาจแสดงออกต่างกัน แต่มีสาเหตุเดียวกัน คือความกลัวและภาวะที่อารมณ์เข้าครอบงำการตัดสินใจในขณะนั้น
แนวทางรับมือของทั้งสองกรณีเหมือนกัน คือกำหนดจุดออกจากสถานะไว้ล่วงหน้าก่อนที่ความกลัวจะเข้ามามีอิทธิพล เพื่อให้เมื่อตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกก็ยังสามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้
บทถัดไปจะกล่าวถึงปัญหาในอีกด้านหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเทรดเดอร์ตอบสนองด้วยความโกรธแทนความกลัว
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้