ตลาด
แพลตฟอร์ม
บัญชี
นักลงทุน
โปรแกรมพันธมิตร
สถาบัน
การแข่งขัน
เพิ่มเติม
โปรแกรมความภักดี
โปรแกรมรอยัลตี้สำหรับพาร์ทเนอร์
โบนัส
เครื่องมือการเทรด
แหล่งข้อมูล
เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก
ในบทนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ทั้งด้านการเงินและด้านจิตใจของตนเองอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงวิธีประเมินความกลัวการสูญเสีย (Loss Aversion) ของตนเอง ซึ่งอาจส่งผลให้เทรดเดอร์ถือสถานะที่ขาดทุนนานเกินไปโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ คุณจะได้ประเมินว่าตนเองมีแนวโน้มตอบสนองทางอารมณ์ต่อความเครียดในระดับสูงหรือต่ำ และลักษณะดังกล่าวส่งผลต่อพฤติกรรมการเทรดจริงอย่างไร
หลังจบบทนี้ คุณจะมีวิธีประเมินตนเองแบบง่าย ๆ สำหรับใช้ทบทวนหลังการเทรดครั้งสำคัญแต่ละครั้ง
เมื่อตลาดการเงินผันผวน คุณคงอยากควบคุมปฏิกิริยาของสมองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุน มาดูกันว่าจะทำได้อย่างไร
ในการเทรด ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงินและด้านจิตใจ
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ด้านการเงิน (Financial Risk Tolerance): จำนวนเงินทุนที่สามารถยอมรับการสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อฐานะทางการเงิน โดยพิจารณาจากรายได้ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ระยะเวลาการลงทุน อายุ และสถานการณ์ครอบครัว
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ด้านจิตใจ (Psychological Risk Tolerance): ความสามารถในการรับมือกับความกดดันทางจิตใจและทำตามแผนการตัดขาดทุน (Stop-Loss) ได้อย่างมีสติโดยไม่ตื่นตระหนก แม้ความเครียดจะทำให้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้ยากขึ้น
ด้านการเงิน
ฉันคาดว่าจะมีรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
ฉันได้กันเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายที่วางแผนไว้ภายใน 5 ปีข้างหน้าแล้ว เช่น ค่าแต่งงาน ค่าเล่าเรียน หรือค่าผ่อนบ้าน
เงินทุนที่นำมาลงทุนเป็นเงินส่วนเกินที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
แม้มูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้จะลดลง 30% ฉันก็ยังสามารถรักษาระดับการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้
ฉันมีเงินออมแยกไว้ต่างหาก เทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี
ฉันกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการเทรดแต่ละครั้งยอมเสี่ยงได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินทุน
ค่าใช้จ่ายรายเดือนของฉันไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้จากการเทรด
ด้านจิตใจ
ฉันไม่รู้สึกกังวลหากต้องถือสินทรัพย์ลงทุนไว้โดยไม่ปรับเปลี่ยนเป็นเวลาหลายสัปดาห์
ฉันยอมรับได้ว่ามูลค่าสินทรัพย์อาจลดลงครึ่งหนึ่งในระยะสั้น
แม้ในวันที่มูลค่าการลงทุนร่วงลงอย่างหนัก ฉันก็ยังรับประทานอาหารและนอนหลับได้ตามปกติ
แม้จะทำกำไรได้ ฉันก็ไม่มั่นใจในตัวเองมากเกินไป และยังคงทำตามกฎเดิมได้
แม้จะขาดทุน ฉันก็ไม่ตื่นตระหนกหรือรีบพยายามเอาคืน
หลังจากขาดทุน ฉันสามารถพักจากหน้าจอได้ แทนที่จะกลับเข้าเทรดทันทีเพื่อหวังเอาคืน
ฉันไม่รู้สึกกดดันให้รับความเสี่ยงมากขึ้น เพียงเพราะเห็นเทรดเดอร์คนอื่นโพสต์ว่าทำกำไรได้มากกว่า
แบบประเมินนี้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับประเมินตนเอง ไม่ใช่แบบทดสอบที่ผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือตามมาตรฐานทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่เห็นจากคำตอบของคุณก็เป็นสิ่งที่ควรสังเกต
หากคุณทำเครื่องหมายได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรายการทั้งหมด ระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้อาจไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่กำลังรับอยู่ในปัจจุบัน
เราแนะนำให้พิจารณาวิธีลดความเสี่ยง เช่น ลดขนาดสถานะการซื้อขาย ก่อนเข้าเทรดครั้งถัดไป
หากต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
สามารถศึกษาแบบประเมินระดับความเสี่ยง Grable & Lytton (Grable & Lytton Risk-Tolerance Scale) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ที่ปรึกษาทางการเงินใช้อ้างอิงกันอย่างแพร่หลาย
เมื่อเข้าใจแล้วว่าตนเองรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด สิ่งต่อไปที่ต้องรู้คือ คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเกิดการขาดทุน เพราะการขาดทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเทรด
จากงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Daniel Kahneman และ Amos Tversky ระบุว่า คนเรารู้สึกเจ็บปวดจาก “การสูญเสีย” รุนแรงกว่าความรู้สึกยินดีจาก “การได้มา” ประมาณ 2 เท่า
แนวคิดนี้สามารถใช้ประเมินได้ว่า นักลงทุนรู้สึกต่อการขาดทุนรุนแรงกว่าความรู้สึกจากกำไรที่มีมูลค่าเท่ากันมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่าง
ตัวเลือก A: รับเงิน $10,000 โดยไม่มีเงื่อนไข
ตัวเลือก B: โยนเหรียญ หากออกหัวจะได้รับ $20,000 แต่หากออกก้อยจะได้รับ $0
แม้ว่าทั้งสองตัวเลือกจะมีมูลค่าคาดหวัง (Expected Value) เท่ากันที่ $10,000 แต่คนส่วนใหญ่มักเลือกตัวเลือก A เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึก “สูญเสีย” จากการไม่ได้อะไรเลย
หากคุณไม่เต็มใจเสี่ยงกับการโยนเหรียญ เว้นแต่เงินที่อาจได้รับจะสูงถึง $30,000 หรือมากกว่า นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการสูญเสียในระดับสูง
ผลต่อการเทรด: คุณอาจละเลยเกณฑ์ที่ตั้งไว้สำหรับการตัดขาดทุน ขยับจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ให้ไกลออกไป หรือรีบเทขายด้วยความตื่นตระหนก ดังนั้น นี่จึงเป็นจุดที่ต้องปรับปรุงเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเงินทุน
ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจว่าคุณมีปฏิกิริยาทางอารมณ์มากน้อยเพียงใด ในทางจิตวิทยาและจิตเวชศาสตร์ แนวคิดนี้หมายถึงระดับการตอบสนองทางอารมณ์ของบุคคลเมื่อเผชิญกับความเครียดหรือสิ่งกระตุ้นในชีวิตประจำวัน
ยิ่งระดับนี้สูง ก็ยิ่งมีปฏิกิริยาทางอารมณ์มากขึ้น ในทางกลับกัน ระดับที่ต่ำสะท้อนถึงบุคลิกที่สงบและสุขุม
หลังจากผ่านวิกฤตตลาดที่ไม่คาดคิด ลองนึกย้อนกลับไปว่าคุณมีปฏิกิริยาอย่างไรและจดบันทึกไว้
ผู้ที่มีการตอบสนองทางอารมณ์สูง (High Reactivity Type): เมื่อเกิดภาวะตลาดร่วงลงอย่างรุนแรงหรือมีเหตุการณ์ฉับพลัน หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นและรู้สึกเกร็งบริเวณท้อง
→ มักปล่อยให้อารมณ์พาไปจนเปลี่ยนแผนการเทรดอย่างกะทันหัน
ผู้ที่มีการตอบสนองทางอารมณ์ต่ำ (Low Reactivity Type): แม้สถานการณ์จะไม่เป็นไปตามแผน ก็ไม่แสดงอารมณ์ออกมาและยังคงใจเย็น ซึ่งเป็นประโยชน์ในช่วงวิกฤต
→ อาจประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปและมองข้ามสัญญาณเตือนจากตลาดได้ง่าย รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะตอบสนองล่าช้า ซึ่งอาจทำให้การขาดทุนเพิ่มขึ้น
จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ข้างต้น ลองย้อนดูประสบการณ์การเทรดที่ผ่านมา เพื่อสังเกตว่าตนเองรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการขาดทุนมากแค่ไหน และตอบสนองทางอารมณ์อย่างไร
การย้อนดูว่าในช่วงที่ตลาดผันผวน คุณรู้สึกอย่างไรและตัดสินใจทำอะไร จะช่วยให้หลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำในการตัดสินใจลงทุนในอนาคต
ลองย้อนดูว่าที่ผ่านมา คุณมีวิธีรับมือกับการเทรดของตนเองอย่างไร
ขั้นตอนที่ 1: เลือกเหตุการณ์ในตลาดหนึ่งเหตุการณ์
เลือกเหตุการณ์ที่คุณจดจำได้อย่างชัดเจน หรือเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่ออารมณ์ของคุณอย่างมาก
ขั้นตอนที่ 2: ประเมินพฤติกรรมของตนเองอย่างเป็นกลาง โดยใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้ข้างต้นเป็นแนวทาง
ทบทวนพฤติกรรมการเทรด: คุณปฏิบัติตามแผนการเทรด หรือปล่อยให้อารมณ์พาไป
ประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้: คุณกำหนดสัดส่วนความเสี่ยงไว้อย่างชัดเจน หรือรับความเสี่ยงมากหรือน้อยเกินไป
ทบทวนระดับความกลัวการสูญเสีย: คุณยอมรับการขาดทุน หรือมีปฏิกิริยาเพื่อพยายามชดเชยการขาดทุน
วิเคราะห์ผลลัพธ์และอารมณ์หลังการเทรด: ปฏิกิริยาของคุณส่งผลต่อกำไรหรือไม่
การทบทวนพฤติกรรมที่ผ่านมาจะช่วยให้เข้าใจแนวโน้มของตนเองได้ดีขึ้น และเห็นว่ามีจุดใดที่ต้องปรับปรุง
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้มี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการเงินและด้านจิตใจ โดยต้องประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่าตนเองรับความเสี่ยงในแต่ละด้านได้มากน้อยเพียงใด
ระดับความกลัวการสูญเสียและรูปแบบการตอบสนองทางอารมณ์เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะมีพฤติกรรมอย่างไรเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันสูง
เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาว การทำความเข้าใจระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และลักษณะทางจิตใจของตนเองอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการทบทวนผลการประเมินตนเองเป็นระยะ ถือเป็นสิ่งสำคัญ
พจนานุกรมคำศัพท์ของเราช่วยอธิบายคำศัพท์การเทรดที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจ เรียนรู้คำสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรรู้