การบริหารความเสี่ยงและจิตวิทยาการเทรด | บทเรียนฟรี XS การบริหารความเสี่ยงในมุมของจิตวิทยาการเทรด - จิตวิทยาการเทรดในช่วงตลาดผันผวนรุนแรง
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

การบริหารความเสี่ยงในมุมของจิตวิทยาการเทรด

ในบทที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และอคติที่เกิดขึ้นจากความเครียดในการเทรด แม้เทรดเดอร์จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างสุขุมเมื่อตลาดกลับตัว แต่โครงสร้างการทำงานของสมองมักกระตุ้นให้เกิดความตื่นตระหนกเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน ทำให้การปฏิบัติตามกฎที่กำหนดไว้เป็นเรื่องยาก

การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมและการยึดมั่นในกลยุทธ์อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่ช่วยควบคุมการขาดทุนให้อยู่ในขอบเขต

ในบทนี้ เราจะเรียนรู้เทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และศึกษาว่าเทคนิคเหล่านี้ช่วยให้รับมือกับความไม่มั่นคงทางจิตใจได้อย่างไร

เหตุใดการบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญต่อการเทรด

การบริหารความเสี่ยงคือการสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรและผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจเทรด เป้าหมายไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือการตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ในการเทรด

  • เป้าหมาย: กำหนดกลยุทธ์ให้ชัดเจน และปกป้องบัญชีซื้อขายหรือเงินทุนจากความเสี่ยง

  • การเตรียมพร้อมล่วงหน้า: ต้องกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงก่อนเริ่มเทรด เพราะหากตกอยู่ภายใต้ความตื่นตระหนกหรืออคติทางความคิด อาจไม่ทันตระหนักถึงความเสี่ยงจนสายเกินไป

การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมหมายถึงการไม่ปล่อยให้อารมณ์รุนแรง เช่น ความกลัวหรือความโลภ เป็นตัวขับเคลื่อนการเทรด แต่ยึดตามกฎการเทรดที่มีเหตุผลแทน

การกำหนดขนาดสถานะการซื้อขาย (Position Sizing)

การกำหนดขนาดสถานะการซื้อขาย (Position Sizing) คือการตัดสินใจว่าจะยอมรับความเสี่ยงจากการเทรดแต่ละครั้งเป็นสัดส่วนเท่าใดของเงินทุนในบัญชี โดยพิจารณาจากเงินทุนที่มีและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หลักเกณฑ์พื้นฐานที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปคือกฎ 1% (1% Rule)

เทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายนี้กำหนดให้เงินทุนที่เปิดรับความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้งไม่เกิน 1–2% ของยอดเงินในบัญชี ตัวอย่างเช่น หากมีเงินในบัญชี $10,000 จะเท่ากับยอมรับความเสี่ยง $100 ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ดังนั้น แม้เงินจำนวนดังกล่าวจะสูญเสียทั้งหมด ก็ยังคงเหลือเงินในบัญชีอีก 99% ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในการเทรดครั้งต่อไป

winrate position risk thai

การกำหนดขีดจำกัดการขาดทุนสูงสุด

จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) คือระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับออกจากสถานะที่กำลังขาดทุน เทรดเดอร์มักถือสถานะต่อด้วยความหวังว่าราคาจะฟื้นกลับขึ้นมา แต่การชะลอการตัดสินใจยิ่งทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้น การกำหนด Stop-Loss ช่วยให้ออกจากสถานะตามระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

  •  จุดทำกำไร (Take-Profit) ทำงานในลักษณะตรงกันข้าม: เป็นระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับรับรู้กำไร เพื่อลดโอกาสที่จะถือสถานะต่อเพราะหวังว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอีก ก่อนที่ราคาจะกลับตัวบริเวณแนวต้าน

  • ทั้งสองระดับมีความสำคัญด้วยเหตุผลเดียวกัน: คือการกำหนดจุดออกจากสถานะไว้ล่วงหน้า ก่อนที่อารมณ์จะเข้ามามีอิทธิพลและเปลี่ยนการตัดสินใจ

การกำหนดจุด Stop-Loss และ Take-Profit

stop loss take profit lesson8

จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss Point)

จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss Point) คือระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งเทรดเดอร์จะปิดสถานะเพื่อจำกัดการขาดทุนและปกป้องเงินทุน

เมื่อกราฟราคาไม่เคลื่อนไหวไปตามที่คาดไว้ เทรดเดอร์มักยังคงถือสถานะต่อด้วยความหวังหรือความเชื่อว่าราคาหุ้นจะฟื้นตัวกลับมาในที่สุด

จุดทำกำไร (Take-Profit Point)

จุดทำกำไร (Take-Profit Point) คือระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งเทรดเดอร์จะปิดสถานะเพื่อรับรู้กำไร

เมื่อราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้น เทรดเดอร์อาจถือสถานะต่อไป ด้วยความหวังว่าจะทำกำไรได้มากขึ้น

จุดตัดขาดทุน (Stop-Loss Point)

จุดทำกำไร (Take-Profit Point)

คืออะไร

ระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อออกจากสถานะที่ขาดทุน

ระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อรับรู้กำไร

แนวโน้มที่มักเกิดขึ้น

ถือสถานะต่อไป โดยหวังว่าราคาจะฟื้นตัว

ถือสถานะต่อไป โดยหวังว่าราคาจะปรับตัวขึ้นได้อีก

ความเสี่ยงหากไม่กำหนดไว้

ยิ่งรอนาน การขาดทุนก็อาจยิ่งเพิ่มขึ้น

ราคาอาจกลับตัวลงบริเวณแนวต้านก่อนที่จะสามารถรับรู้กำไรได้

เหตุใดจึงสำคัญ

ช่วยจำกัดการขาดทุนให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้

ช่วยรักษากำไรที่เกิดขึ้นแล้ว

กรณีศึกษา: การล่มสลายของ OptionSellers.com (2018)

James Cordier เป็นผู้บริหารของ OptionSellers.com ในรัฐฟลอริดา โดยดูแลเงินลงทุนประมาณ $150 ล้านของลูกค้าราว 290 ราย ผ่านกลยุทธ์การขายออปชันสินค้าโภคภัณฑ์แบบไม่มีสถานะป้องกันความเสี่ยง (Naked Options) และมีราคาใช้สิทธิห่างจากราคาตลาดมาก (Deep Out-of-the-Money) ในสินทรัพย์อย่างก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นการเก็บค่าพรีเมียม (Premium) จากการคาดการณ์ว่าราคาจะไม่เคลื่อนไปถึงราคาใช้สิทธิ

ออปชันแบบ Naked Options มีความเสี่ยงในทางทฤษฎีแบบไม่จำกัด และกองทุนของ Cordier ก็ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่ควรใช้ควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว โดยแม้จะกำหนดไว้ว่าการเปิดรับความเสี่ยงในก๊าซธรรมชาติควรจำกัดไว้ราว 5% ของสินทรัพย์ในบัญชี แต่ในความเป็นจริงกลับมีสัดส่วนสูงกว่านั้นประมาณ 10 เท่า อีกทั้งยังไม่มีการทำเฮดจ์ (Hedge) เพื่อลดความเสี่ยง และไม่มีวินัยในการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss)

การล่มสลาย

ในเดือนพฤศจิกายน 2018 ราคาก๊าซธรรมชาติผันผวนรุนแรงที่สุดในรอบ 8 ปี ก่อนจะกลับตัวอย่างรวดเร็วในวันถัดมา พร้อมกับการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้สถานะขายของ Cordier ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบพร้อมกัน

โบรกเกอร์จึงบังคับปิดสถานะทั้งหมดของกองทุนในระดับราคาที่เสียเปรียบที่สุด ภายในเวลาเพียง 4 วัน เงินทุนมูลค่า $150 ล้านทั้งหมดสูญเสียไป และบัญชีของลูกค้าส่วนใหญ่จากทั้งหมดราว 290 รายแทบสูญเสียเงินทั้งหมด

การกระจายการลงทุน (Diversification)

การกระจายการลงทุน (Diversification) หมายถึงการกระจายเงินลงทุนไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ภูมิภาค และประเภทสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งส่งผลกระทบต่อพอร์ตทั้งหมด หากสินทรัพย์หนึ่งมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าคาด สินทรัพย์อื่นก็อาจช่วยลดผลกระทบโดยรวมได้

ควรถือหุ้นกี่ตัวจึงจะเหมาะสม

ไม่มีจำนวนหุ้นที่กำหนดตายตัวว่าจะทำให้พอร์ตมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเพียงพอ และการถือหุ้นจำนวนมากขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะลดลงโดยอัตโนมัติเสมอไป อย่างไรก็ตาม Investopedia ระบุเป็นแนวทางทั่วไปว่า การถือหุ้นประมาณ 15 - 20 ตัวจากหลากหลายอุตสาหกรรมอาจเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับการกระจายความเสี่ยง

importance of discipline in forex trading thai

[แหล่งที่มา: Investopedia]

การใช้เลเวอเรจสูงเกินไป

เลเวอเรจ (Leverage) คือการกู้ยืมเงินบางส่วนที่จำเป็นสำหรับการลงทุน โดยมักใช้ในการเทรด Forex ซึ่งโบรกเกอร์จะใช้เงินมาร์จิ้น (Margin) เป็นหลักประกัน และทำให้เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินมาร์จิ้นหลายเท่า

ตัวอย่างการทำงานของเลเวอเรจ

  • ใช้เงินมาร์จิ้น $1,000

  • โบรกเกอร์ให้เลเวอเรจ 2,000 เท่า

  • ทำให้สามารถเปิดสถานะซื้อขายได้ด้วยมูลค่าสูงถึง $2,000,000

เหตุใดเลเวอเรจจึงมีความเสี่ยง

  • หากเปิดสถานะขาย (Short) USD/JPY มูลค่า $2,000,000 การเคลื่อนไหวของราคาแต่ละ 1 Pip จะมีมูลค่าประมาณ $166

  • หากราคาเคลื่อนไหวสวนทางเพียง 6 Pips ก็อาจทำให้ขาดทุนเกือบ $1,000 หรือเกือบเท่ากับเงินมาร์จิ้นทั้งหมด

  • เลเวอเรจมีทั้งความเสี่ยงและโอกาสรับผลตอบแทนในระดับสูง หากยังอยู่ในช่วงเรียนรู้การใช้งาน ควรเริ่มจากระดับต่ำ เช่น 5 หรือ 10 เท่า

ผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเทรดเดอร์

การใช้เลเวอเรจในระดับสูงยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย การเทรดด้วยขนาดสถานะที่มีมูลค่าสูงมักทำให้เกิดความวิตกกังวลและความกลัว โดยเฉพาะเมื่อยังไม่คุ้นเคยกับการเทรดในลักษณะดังกล่าว แรงกดดันที่เกิดขึ้นมักสะท้อนออกมาในรูปของการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม เช่น ถือสถานะไว้นานเกินไป เลื่อนจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ออกไป หรือเลิกทำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ทั้งหมด

สรุปสาระสำคัญ

  • ก่อนเริ่มเทรด ควรกำหนดกฎการบริหารความเสี่ยงอย่างมีเหตุผลไว้ล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเทรดตามอารมณ์และป้องกันการขาดทุนจำนวนมาก

  • การกำหนดกฎให้หยุดเทรดเมื่อการเทรดหนึ่งครั้งขาดทุนถึง 1–2% ของยอดเงินในบัญชี หรือเมื่อยอดขาดทุนรวมต่อวันถึง 3% เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ

  • การกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) และจุดทำกำไร (Take-Profit) ก่อนเปิดสถานะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้การขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้น

  • การเทรดด้วยเลเวอเรจสูงมีแนวโน้มทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแรงกดดันจากความเสี่ยงที่แม้ราคาเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เงินในบัญชีสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว

ถัดไป: วินัยและการสร้างนิสัยในการเทรด
บทเรียนถัดไป